เรียนรู้ก่อนทําธุรกิจส่วนตัวมีอะไรบ้าง

เรียนรู้ก่อนทําธุรกิจส่วนตัวมีอะไรบ้าง

คนสมัยนี้เริ่มหันหน้ามาทำธุรกิจส่วนตัวกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจเป็นอาชีพเสริมของตัวเองหลังจากทำงานประจำเสร็จ หรือ บางคนออกจากงานประจำมาทำธุรกิจเลยก็คือ หากเราเป็นคนหนึ่งที่อยากจะทำธุรกิจกับเค้าบ้าง เราต้องเรียนรู้เรื่องอะไรบ้าง เรามีคำตอบมาแนะนำ

เรียนรู้สิ่งที่จะทำ

หากเราจะทำธุรกิจสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ เราต้องรู้แจ้งกระจ่างในสิ่งที่เราจะทำเสียก่อน อย่างเช่นหากเราจะขายของของเล่น เราก็ต้องรู้จักของเล่นเป็นอย่างดีว่า มีลักษณะอย่างไร ขายตรงไหนถึงจะดี ซื้อของมาจากที่ไหนถึงจะถูก ต้องทดลองเล่นก่อนอย่างชำนาญ เรียกได้ว่าต้องมีความรู้เรื่องนั้นเป็นอย่างดี หากไม่รู้จักจะไปขายเพื่อบอกต่อก็คงเป็นเรื่องยาก

กฎหมาย

การทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ทำแบบไหน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเราต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมายอย่างแน่นอน ดังนั้นเราต้องมีความรู้เรื่องกฎหมายเอาไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการค้า การเสียภาษี รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจนั้น หากเราไม่รู้กฎหมายอาจจะทำให้เราทำผิดกฎหมายได้แบบไม่รู้ตัว ทีนี้แหละอาจจะสร้างปัญหาความยุ่งยากให้กับเราได้ ถึงตอนนั้นจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้

การเงิน บัญชี

จะทำธุรกิจอะไรก็ตาม เรื่องเงินสำคัญมาก หากเราไม่รู้เรื่องเงินก็ยากจะประสบความสำเร็จ เรื่องเงินในทีนี้ตั้งแต่การกู้ธนาคารเพื่อเอาเงินมาก่อตั้งธุรกิจ การหมุนเวียนเงิน การมองหาลู่ทางทำเงิน และการผันเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงการทำบัญชีด้วย ช่วงเริ่มต้นธุรกิจเจ้าของอาจจะต้องมาดูแลบัญชีเองเพื่อป้องกันเงินรั่วไหล หากเราไม่เก่งตัวเลขอาจจะทำไปยิ่งขาดทุนแม้จะขายดีก็ได้

เทคโนโลยี

ธุรกิจอะไรก็ตาม ยุคนี้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั้งหมด เทคโนโลยีนี่แหละจะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจเราได้ ดังนั้นเราต้องมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีเอาไว้บ้าง อาจจะไม่ต้องถึงขั้นเขียนโปรแกรมขายได้ แต่ก็ต้องรู้ว่าตอนนี้โลกมีเทคโนโลยีอะไรบ้าง เพื่อจะได้ปรับตัวตามได้ทัน พร้อมกับดึงบางอย่างมาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วย จำไว้ว่าหากเราช้า ไม่ทันเทคโนโลยี ธุรกิจเราก็จะเหมือนก้าวช้าคู่แข่งอยู่ร่ำไป

การตลาด

จะขายสินค้า หรือ บริการ สิ่งที่ต้องทำก็คือพัฒนาคุณภาพสินค้า และบริการเหล่านั้นของเราให้ดี แต่เท่านั้นไม่พอ ต้องมีการพัฒนาด้านการตลาดด้วย หากการตลาดดี สินค้าเราก็จะสามารถโปรโมตไปได้ดีด้วย ซึ่งวิชาการตลาดจะช่วยเราได้ทั้งบนโลกออนไลน์ และโลกจริง หากไม่อยากกลายเป็นแบรนด์สินค้าที่ฮือฮาในตอนแรกแล้วจมหายไป ต้องศึกษาเรื่องการตลาดมาด้วย วางแผนให้ดีสินค้าก็มีโอกาสปังได้

แนวโน้มปัจจัยบวก ลบ ของธุรกิจโรงน้ำแข็ง

แนวโน้มปัจจัยบวก ลบ ของธุรกิจโรงน้ำแข็ง

การลงทุนในทุกวันนี้เป็นเรื่องง่ายมากขึ้น การก่อตั้งธุรกิจไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากก็คือการดำเนินธุรกิจอย่างไรให้ไปรอดมากกว่า ธุรกิจโรงน้ำแข็ง เป็นอีกอย่างหนึ่งที่มีการพัฒนาตัวเองขึ้นจากเทคโนโลยีทำให้เราสามารถผลิตน้ำแข็งในรูปแบบโรงงานได้ง่ายขึ้น ธุรกิจตัวนี้ยังมีปัจจัยบวกอย่างไรในช่วงปีสองปีนี้ เรามานั่งวิเคราะห์กัน

อากาศร้อน ความต้องการเยอะ

คนไทยเราชอบกินน้ำแข็งมาก เพราะอะไรคำตอบก็คือ อากาศบ้านเราร้อนมาก ยิ่งช่วงหน้าร้อนมีแต่อุณหภูมิระดับ 40 กว่าองศาได้เลย เมื่ออากาศร้อนมากสิ่งที่ดับร้อนได้มีสองอย่างก็คือ แอร์ กับ น้ำแข็ง ยิ่งร้อนความต้องการน้ำแข็งก็ยิ่งเยอะ ถือว่าเป็นปัจจัยด้านบวกที่การันตีความต้องการน้ำแข็งที่มากขึ้นเรื่อยๆ

พฤติกรรมการดื่ม

ปัจจัยข้อต่อไปที่ส่งผลด้านบวกต่อความต้องการน้ำแข็งก็คือ พฤติกรรมการดื่มของคนไทยเรานี่แหละ ถามว่าหากไม่นับดื่มน้ำเองที่บ้าน เรากินน้ำเพียวๆแบบไม่มีน้ำแข็งครั้งสุดท้ายเมื่อไร อันนี้ตอบยากเลยใช่ไหม ไม่ว่าจะกินน้ำอะไรนอกบ้างที่ไม่ใช่น้ำขวด เราต้องกินคู่กับน้ำแข็งเท่านั้นไม่ว่าจะเป็น น้ำเปล่า น้ำอัดลม กาแฟเย็น และอีกมากมาย พฤติกรรมตรงนี้ทำให้เกิดความต้องการน้ำแข็งปริมาณมากในแต่ละวัน เมื่อต้องการมาก โรงงานทำน้ำแข็งก็ยิ่งต้องการมาก

น้ำแข็งสำหรับใช้

น้ำแข็งไม่ได้ทำมาเพื่อด้านบริโภคอย่างเดียว น้ำแข็งสำหรับการอุปโภคใช้งานก็มี อย่างเช่นการเอาน้ำแข็งไปใส่ในถังเพื่อแช่สินค้า อาหาร นม และอีกมากมายที่ต้องการรักษาความเย็นเอาไว้ ความต้องการเอาน้ำแข็งไปใช้ในด้านอุปโภคนั้นไม่น้อยนะ ยิ่งมีคนต้องการใช้มากขึ้นก็ทำให้เราสามารถขายน้ำแข็งได้มากขึ้นไปด้วย ยังไม่พอการใช้น้ำแข็งแบบอุปโภคอย่างนี้ยังเป็นการใช้น้ำแข็งแบบต่อเนื่องด้วย ยิ่งถ้าเราบริการดี ส่งน้ำแข็งไว ตามกำหนดเวลา หรือ มีเครดิตน้ำแข็งให้ก่อน แล้วมีเครือข่ายร้านที่ต้องใช้น้ำแข็งสัก 50 ร้านต่อวันดูสิ เพียงแค่นี้ก็รายได้มาเต็มแบบไม่ต้องขายขาจรเลยก็ได้

คู่แข่ง และเงินลงทุน

ว่ากันเรื่องปัจจัยบวกไปแล้ว มาดูปัจจัยเชิงลบกันบ้าง เรื่องสำคัญเลยก็คือ การตั้งโรงงานและการมองหาสายส่งน้ำแข็ง(ฐานลูกค้า) เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะหากไม่มีลูกค้าตั้งโรงงานไปก็นับถอยหลังอย่างเดียว ดังนั้นหากคิดจะทำเรื่องนี้จริงควรเซ้งโรงงานจากเจ้าของธุรกิจดีกว่าเพราะจะได้ฐานลูกค้ามาด้วย ไม่ได้เริ่มใหม่ทั้งหมด สองการทำธุรกิจนี้คู่แข่งเยอะมาก ส่วนหนึ่งเพราะเป็นธุรกิจที่อยู่ในระดับความจำเป็นของคนไทยอย่างที่ว่าไว้ตอนต้น แต่ละพื้นที่จึงมีเจ้าของอยู่แล้ว แข่งกันสูงมาก แทรกตัวยาก ส่วนเงินลงทุนก็สูงเหมือนกัน หากเซ้งโรงงานเดิมก็เริ่มต้นที่ 50 ล้านบาทเป็นอย่างต่ำ ถือว่าไม่ง่ายนะ สู้ไหวก็ลุยได้เลย

ส่องธุรกิจเครื่องดื่ม อะไรจะรุ่ง หรือ จะร่วง

ส่องธุรกิจเครื่องดื่ม อะไรจะรุ่ง หรือ จะร่วง

ในแต่ละปีธุรกิจแต่ละสาขาก็มีการเปลี่ยนแปลงกันอยู่ตลอดเวลา บางธุรกิจก็เปลี่ยนแปลงไปในทางบวก ยอดเพิ่มขึ้น ยอดส่งเพิ่ม ความต้องการเพิ่มทำให้เจ้าของธุรกิจขยายตัวออกไปได้อีกเยอะ แต่บางธุรกิจก็ตรงกันข้ามจนต้องหดตัวลงเพื่ออยู่รอดให้ได้ เพื่อจับกระแสทิศทางของโลกเรามาส่องดูกันว่าธุรกิจเครื่องดื่มในช่วงนี้ใครจะรุ่ง ใครจะร่วง

หมดเวลาน้ำชาเขียว

ย้อนกลับไปในช่วงเวลาพีคสูงสุดของน้ำชาเขียว ไม่ว่าจะแบรนด์ไหนต่างก็เข็นออกมากันหมด แต่ช่วงเวลาทองของน้ำชาเขียวต้องบอกว่าหมดลงไปแล้ว ปีนี้น้ำชาเขียวเงียบมาก แม้จะมีการจัดโปรโมชั่นลดแลก แจกแถม หรือ หวยชาเขียว ที่เคยทำแล้วปัง ปีนี้ไม่ทำเลยเป็นสัญญาณบอกว่าหมดเวลาน้ำชาเขียวแล้วจริงๆ

แอลกอฮอล์ 0% ครึ่งๆกลางๆ

เปิดตัวในต่างประเทศนานแล้ว แต่เพิ่งจะเข้ามาในไทยก็คือ เครื่องดื่มที่แอลกอฮอล์ 0% ซึ่งเครื่องดื่มแบบนี้สำหรับนักดื่มในบ้านเราก็ยังถือว่า ลังเลอยู่ หลายคนอาจจะต้องการดื่มเพื่อใช้เป็นตัวแทนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่หลายคนก็มองว่า หากกินแล้วไม่เมา จะกินทำไม ซึ่งแนวคิดสองอย่างนี้เลยทำให้เครื่องดื่มแบบนี้พอมียอดอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้เปรี้ยงปร้างเท่าไร

เครื่องดื่มสายความงาม

ความสวย ความงาม ความหล่อ เป็นสิ่งที่คู่กันกับมนุษย์มานาน แน่นอนว่าตอนนี้ตลาดเครื่องดื่มที่กินแล้วสวย หล่อ เริ่มแข่งกันหนักขึ้น แบรนด์เครื่องดื่มขาใหญ่ต่างก็ส่งผลิตภัณฑ์ของตัวเองออกมาเยอะมาก หรือจะเป็นเจ้าใหม่จากสถาบันเสริมความงามที่มีพื้นฐานแบรนด์แข็งแกร่งเรื่องความงามก็กระโดดมาเล่นตรงนี้ด้วย เครื่องดื่มสายนี้บอกเลยว่าปีนี้ ปีหน้ายังไปต่อได้เรื่อยๆเพราะคนไทยอยากสวย อยากหล่อ ด้วยการใช้เครื่องดื่มอยู่

น้ำผลไม้ 0% ถึงจะดี

ฝั่งคนรักสุขภาพอีกแบบหนึ่งก็คือ น้ำผลไม้ เครื่องดื่มกลุ่มนี้ก็อยู่ในตลาดมานาน ยอดขายก็ทำได้เรื่อยๆ แต่กระแสมาหดลงเพราะคนเริ่มหันหน้าหนีน้ำผลไม้มากขึ้นจากน้ำตาลที่มีมากเกินไป หากน้ำผลไม้จะไปต่อให้รุ่ง ทางที่ดีต้องเน้นทำให้น้ำผลไม้มีประโยชน์มากขึ้นลดน้ำตาลลงให้เป็นแบบ 0% หรือ ใช้สารตัวอื่นที่ให้ความหวานแต่ไม่ใช่น้ำตาลแทนก็จะดี

น้ำเปล่า ที่ไม่ใช่น้ำธรรมดา

ปิดท้ายด้วยตลาดน้ำเปล่า บอกเลยว่าน้ำเปล่านี่แข่งกันดุเดือดมากเพราะว่าน้ำเปล่าจะเป็นน้ำขวดแรกที่คนทั่วไปหยิบเวลาจะซื้อน้ำสักขวดหนึ่ง (ยกเว้นมีน้ำเปล่าอยู่แล้ว) อีกอย่างน้ำเปล่าคนจะกินไม่ค่อยเปลี่ยนแบรนด์เท่าไร (ยกเว้นในร้านนั้นไม่มี) บวกกับคนมองว่าน้ำแบบอื่นดูฟุ่มเฟือยเกินไปกินน้ำเปล่าดีกว่า ปีนี้ ปีหน้า น้ำเปล่าที่ปัง ไม่ใช่น้ำเปล่าธรรมดา แต่ต้องเป็นน้ำเปล่าที่มีรสชาติอย่างอื่นเจือมาด้วย กลายเป็นน้ำเปล่าที่ไม่ได้เปล่าอีกต่อไปมาแรงมาก

การลงทุนซื้อขายทองคำมีแบบไหนบ้าง

อีกหนึ่งการลงทุนที่น่าสนใจมาก นั่นคือ การลงทุนในทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงมากแม้จะไม่เท่าเพชรพลอยแต่แลกมาด้วยการเปลี่ยนเป็นเงินง่ายกว่า เริ่มมีคนหันกลับมานิยมการลงทุนในทองคำมากขึ้นหากเราเป็นคนหนึ่งที่อยากลงทุนในทองคำด้วย มาศึกษากันหน่อยไหมว่าการซื้อขายทองคำมีแบบไหนบ้าง

การซื้อขายทองคำรูปพรรณ

ทองคำแบบแรกที่ซื้อขายกันนั่นคือ ทองคำรูปพรรณ ทองคำชนิดนี้จะว่าไปมันคือทองคำที่ผ่านการดัดแปลงนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นรูปสร้อย แหวน กำไล รูปทรงต่าง ลวดลาย เป็นต้น ทองแบบนี้ข้อดีคือมันมีความสวยงามประณีตไม่เหมือนใคร แต่หากจะซื้อมาเพื่อทำกำไร หรือ ลงทุน ไม่แนะนำ เนื่องจากมันต้องมีส่วนต่างค่ากำเหน็จซึ่งมันจะทำให้กำไรของเราลดลงอย่างมาก จนไม่คุ้นทุนเลยก็ว่าได้ ทองกลุ่มนี้ซื้อเอาไว้ใส่จะดีกว่า

การซื้อขายทองคำแท่ง

ทองคำแท่ง หมายถึง ทองคำรูปปริซึมสี่เหลี่ยม นั่นเอง ทองคำแบบนี้จะเป็นทองคำที่เหมาะสำหรับการซื้อขาย เก็งกำไรมากที่สุด เนื่องจากทองคำแบบนี้เสียค่ากำเหน็จน้อยมาก (ไม่ค่อยมีลวดลาย บล็อกถูก) จึงทำให้ทองแบบนี้เป็นการเก็บเพื่อเก็งกำไรกันมากกว่า หรือ บางกลุ่มอาจจะนำทองแบบนี้ไปใช้เป็นของเพื่อสินสมรสในงานแต่งงานก็ได้ มันแสดงถึงความหนักแน่นมั่นคงตามความเชื่อของหลายคน

การซื้อขายเหรียญทองคำ

อีกหนึ่งการลงทุนบ้านเราไม่ค่อยมีมากนัก นั่นคือ การซื้อขายเหรียญทองคำ กล่าวคือทองคำเหล่านี้จะถูกแปรสภาพเป็นเหรียญมีการปั๊มนูนลวดลายต่างๆกันไป ส่วนใหญ่ทองคำแบบนี้มักจะได้รับความนิยมในต่างประเทศมากกว่า จุดเด่นทองแบบนี้ในการซื้อขายคือนอกจากมูลค่าของตัวทอง มันยังรวมมูลค่าความนิยมของเหรียญนั่นด้วย(เหมือนราคาพระเครื่อง) ลองนึกภาพว่าเรามีเหรียญทองคำรุ่นหายากมาก แบบลิมิเต็ดอิดิทชั่นสิ ราคาคงเพิ่มจากเดิมไปอีก 10 เท่าเป็นอย่างน้อยหากมีคนต้องการมันจริง กลับกันหากเหรียญไม่เป็นที่นิยม ราคาก็คงตกลงมากจนไม่มีใครซื้ออีก

การซื้อขายทองคำล่วงหน้า

คำต่อไปได้ยินแว่วมานานในตลาดบ้านเรา นั่นคือการซื้อขายทองคำล่วงหน้า Gold future เหมือนเป็นการทำสัญญาซื้อขายกันล่วงหน้า การซื้อขายแบบนี้หากเป็นมือใหม่ไม่แนะนำให้ทำ เนื่องจากความรู้เรายังน้อย อาจจะขาดทุนได้ ยังไม่นับการเจอเหล่ามิจฉาชีพที่แฝงมากับพวกนี้ด้วย ส่วนใหญ่มักจะเอากำไรหลายเท่ามาล่อแมงเม่าอย่างเราไปรู้ตัวอีกทีก็เจ๊งไม่เป็นท่า นอกจากนี้ในต่างประเทศยังมีการซื้อขายหุ้นเหมืองทองคำด้วยนะ บ้านเราก็มีแต่ยังไม่บูมเท่าไร หากใครมาชวนก็บอกผ่านไปก่อน

อยากลงทุนหอพักรายเดือน วางแผนจากอะไรก่อน

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างมาก

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากความต้องการอสังหาริมทรัพย์มีมากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนมองเห็นตรงนี้เลยอยากจะทำพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สักแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะหอพัก รายเดือน มองไปถึงการเป็นเสือนอนกินสบายไปตลอดชีวิต เดี๋ยวก่อนจะทำแบบนั้นได้เราต้องวางแผนจากอะไรก่อน

ที่ดินมาจากไหน

หอพักรายเดือน ที่ดิน ทำเลเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เอาที่ดินก่อน หากคิดจะทำหอพัก ที่ดินควรเป็นที่มรดกหรือไม่มีพันธะผูกพันมากกว่า บางคนกู้ธนาคารมาซื้อที่เพื่อทำหอพัก บอกเลยว่าคิดผิดอย่างแรง เนื่องจากค่าที่ดินมีราคาสูง หากมาบวกกับค่าก่อสร้างหอพักอีก เกรงว่ากว่าจะคุ้มทุนก็ต้องมาเสียค่าซ่อมบำรุงกันอีก สรุปไม่คุ้มทุน สรุปว่าหากจะทำหอพัก ควรเป็นที่ดินที่ไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นแล้ว

ทำเลรอบข้าง

หอพักเป็นที่พักอาศัยแบบชั่วคราวของใครหลายคน ดังนั้นเรื่องทำเลจำเป็นมาก มันจะต้องตอบสนองลูกค้าได้ไม่ว่าจะเป็น ความใกล้ของสถานที่ทำงาน ที่เรียนหนังสือ ใกล้กับการเดินทางไม่เข้าซอยลึก ไม่เปลี่ยว ไม่เสียงดัง ไม่อันตราย ของเหล่านี้มีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าทั้งหมด ก่อนจะลงทุนทำหอพัก ลองสำรวจพื้นที่รอบข้างที่ดินเราก่อนด้วยว่าเป็นอย่างไร ทั้งกลางวัน และกลางคืน หากทำเลดี เดินทางสะดวก ใกล้ที่กิน ที่เที่ยว ที่ทำงาน โรงเรียน มหาวิทยาลัย ก็น่าสนแต่หากตรงข้ามกับสิ่งเหล่านั้นก็อาจจะพับเก็บไว้ก่อน

เงินเก็บสำหรับลงทุน

เวลาเราจะลงทุนทำหอพัก แน่นอนว่าเราก็อาจจะกู้ธนาคารมาเกือบทั้งหมดเพื่อบริหารจัดการ แต่จะบอกว่าเราเองก็ต้องมีเงินเก็บสำหรับลงทุนไว้ด้วย หากเรามีวางแผนทุนตั้งต้นไว้ที่ 5 ล้านบาท ก็ควรจะมีเงินเก็บอย่างน้อยก็ต้อง 1 ล้านบาทเพื่อเป็นทุนสำรองในการสร้าง เงินเย็นก้อนนี้สำคัญมาก เพราะมันจะช่วยให้เราหมุนเงินได้คล่องตัวมากขึ้นหากเกิดติดขัดในการทำหอพัก หรือแม้แต่ทำหอพักเสร็จแล้วก็ตาม

เครดิตในการกู้ธนาคาร

หากเรามีเงินเก็บทำทุนเองทั้งหมดย่อมเป็นเรื่องดี แต่หากมีเงินไม่ถึงขนาดนั้น การกู้ธนาคารก็เป็นทางออกที่ดีเช่นกัน การจะทำหอพักสักหลัง เราต้องไปสำรวจกับธนาคารก่อนว่า เราจะมีเครดิตในการกู้ธนาคารได้มากน้อยแค่ไหน ต้องเสียดอกเบี้ยเท่าไรในแต่ละเดือน ดอกเบี้ยนี่แหละเป็นตัวชี้วัดได้เลยว่า หอพักเราจะได้ไปต่อหรือไม่ มีหลายคนคิดอยากจะทำหอพัก จนเสร็จ ปรากฏว่าเก็บค่าห้องพักไม่พอจ่ายในแต่ละเดือนก็เนื่องจากเจอดอกเบี้ยแพงนี้แหละ สุดท้ายเข้าเนื้อไปเรื่อยๆจนต้องประกาศขาย

อีกหนึ่งจุดเรื่องเงินๆทองๆ นั่นคือเราต้องวางแผนไว้ก่อนว่า เราจะสร้างกี่ห้อง ต้นทุนสร้างห้องละกี่บาท เก็บค่าเช่าเท่าไร ของเหล่านี้ให้คิดเป็นตัวเลขออกมาเลย แล้วมานั่งดูว่าคุ้มทุนไหม หากคิดว่าคุ้มก็เดินหน้าต่อ แต่หากดูแล้วไม่ไหวอาจจะทำอย่างอื่นก็ได้

อสังหาริมทรัพย์มือสองคืออะไรมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

อสังหาริมทรัพย์มือสองคืออะไร

อสังหาริมทรัพย์มือสอง หมายความถึง สถานที่อยู่อาศัย เช่น บ้าน , ห้องชุดในคอนโด , อาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ต่างๆซึ่งสร้างอยู่บนที่ดิน โดยซื้อต่อจากผู้เคยอยู่อาศัยมาแล้ว โดยไม่ใช่ของใหม่ซึ่งไม่เคยมีใครอาศัยอยู่ การซื้อ- ขายอสังหาริมทรัพย์มือสอง นั้น มาจากราคาที่ดิน และราคาของอสังหาริมทรัพย์มือหนึ่งมีราคาสูง ยิ่งเป็นในเมืองหลวงยิ่งมีราคาสูงขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทำเลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ยิ่งทำเลดีก็ยิ่งแพง เพราะฉะนั้น อสังหาริมทรัพย์มือสอง ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับผู้ต้องการมีอสังหาริมทรัพย์มาเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว หรือสำหรับนักลงทุน ทั้งมือใหม่ และมือเก่าของวงการนี้ การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มือสอง เป็นการทำนิติกรรมระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกคือผู้ขายหรือเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้น ส่วนอีกฝ่ายคือผู้ซื้อ โดยการซื้อจะมีกรมที่ดินเข้ามาดูแลความถูกต้องให้เป็นไปตามกฏระเบียบต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามผู้ซื้อก็ต้องดูแลตัวเอง โดยการตรวจสอบข้อมูลต่างๆให้ละเอียดถี่ถ้วน ก่อนทำการจ่ายเงินออกไป

การตรวจสอบความเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ 

เป็นสิ่งสำคัญอันดับ 1 ที่ผู้ซื้อต้องทำการตรวจสอบเป็นอันดับแรก โดยสามารถดูความเป็นเจ้าของได้จากสำเนาโฉนดที่ดินทั้งด้านหน้า – ด้านหลังอย่างถี่ถ้วน โฉนดจะเป็นเอกสารที่บอกรายละเอียดของบ้านที่จะซื้อ รวมทั้งสถานะการจำนองของอสังหาริมทรัพย์ด้วยว่ากำลังติดจำนองกับสถาบันการเงินแห่งไหนอยู่หรือไม่ และจะมีชื่อของเจ้าของบ้านอยู่ในอันดับสุดท้าย จากเอกสารชิ้นนี้ให้นำมาเปรียบเทียบกับบัตรประชาชนของผู้ขาย  อีกทั้งการระบุชื่อของเจ้าบ้านในทะเบียนบ้านก็เป็นการช่วยยืนยันอีกชิ้นหนึ่ง แต่ถึงแม้เอกสารจะถูกต้องครบถ้วนทุกอย่าง ก็อย่าพึ่งวางใจ เพราะเขาอาจทำโฉนดปลอมมาหลอกได้ โดยคุณสามารถตรวจสอบโฉนดนี้ได้จากทะเบียนสำนักงานที่ดินได้เลย  นอกจากนี้เจ้าของบ้านจำเป็นต้องมีกุญแจครบ พาผู้ซื้อเข้าชมได้ทั่วทุกส่วนตามต้องการ และในการเข้าชมผู้ขายจะต้องไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆจากผู้ซื้อทั้งสิ้น

สัญญาซื้อจะขาย

การทำสัญญาซื้อขายนั้น คือการจ่ายเงินก้อนแรกหรือเงินมัดจำ เพื่อให้เป็นหลักประกันให้แก่ผู้ขายว่าจะมาซื้อในช่วงระยะเวลาที่กำหนด  ถ้ามีการผิดสัญญาอันมาจากฝ่ายผู้ซื้อ ผู้ขายก็ริบเงินมัดจำนี้ได้ทันที แต่ถ้าผู้ขายเป็นฝ่ายผิดสัญญาก็ต้องคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย  เพราะฉะนั้นถ้าผู้ซื้อต้องการกู้ซื้อจากธนาคาร ควรถ่ายสำเนาโฉนดไปให้กับธนาคารก่อนที่จะทำสัญญา เหตุผลคือถ้าไม่สามารถขอกู้ได้ ก็จะได้ไม่ต้องทำสัญญาและวางมัดจำ แต่ถ้าขอกู้ได้ก็เข้าไปสู่ขั้นตอนการทำสัญญาได้เลย นอกจากนี้ผู้ซื้อควรทำสัญญาฉบับนี้ก่อนไว้ล่วงหน้า 1 เดือนเพื่อทำการตรวจสอบสภาพอสังหาริมทรัพย์รวมทั้งภาวะผูกพันต่างๆ  เช่น ค่าน้ำ ,  ค่าไฟ , ค่าส่วนกลาง   เป็นต้น

อสังหาริมทรัพย์คืออะไรทำความเข้าใจกับคำนี้ให้มากกว่าเดิม

อสังหาริมทรัพย์คืออะไรทำความเข้าใจกับคำนี้ให้มากกว่าเดิม

คำว่า อสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ที่ดิน หรือทรัพย์สินขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ติดกับผืนดินอย่างแยกไม่ออก รวมทั้งประกอบเป็นอันเดียวอันหนึ่งกับที่ดินนั้น เช่น อาคาร , บ้าน , ผืนดิน เป็นต้น

ถ้ามีการซื้อ – ขายอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้น เช่น ที่ดิน , อาคาร , บ้าน ตามกฎหมายอย่างถูกต้องแล้ว ต้องมีการทำสัญญาออกมาเป็นหนังสือ , ลายลักษณ์อักษร เป็นหลักฐานอันเชื่อถือได้ เช่น โฉนด , ทะเบียน คือต้องเป็นเอกสารซึ่งแสดงความเป็นเจ้าของของผืนดินแปลงนั้น เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ มีมูลค่ามาก ทำให้ต้องมีกฎหมายเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง อสังหาริมทรัพย์ เป็นหนึ่งในทรัพย์สินขนาดใหญ่ซึ่งนำมาทำเป็นธุรกิจได้ค่อนข้างหลากหลาย และสามารถสร้างรายได้อย่างมหาศาลแก่ผู้เป็นเจ้าของ เพราะฉะนั้นการทำธุรกิจอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ จำเป็นต้องทำด้วยความรอบคอบ

ความหมายของ อสังหาริมทรัพย์ ยังรวมไปถึงสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดินต่างๆด้วย จึงทำให้สามารถแบ่งประเภทของอสังหาริมทรัพย์ออกเป็น ดังนี้

  1. ที่ดิน คือ พื้นดิน , ภูเขา , หนอง , คลอง , บึง , ทะเลสาบ , เกาะ , ชายทะเล เป็นต้น
  2. ทรัพย์ติดกับที่ดิน คือ ต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ , อาคาร รวมทั้งสิ่งก่อสร้างอยู่บนผืนดินนั้น เช่น
  • บ้าน เป็นสิ่งปลูกสร้าง โดยปลูกอยู่หลังเดียว มีอาณาเขตกว้างขวาง รวมทั้งประกอบไปด้วย โรงรถ , เรือนคนใช้ถ้ามี เป็นที่อยู่อาศัยของบุคคลภายใต้บ้านหลังเดียวกัน หรือเป็นบ้านปลูกหลายหลังแต่อยู่ภายในอาณาเขตรั้วเดียวกัน
  • ทาวน์เฮาส์ เป็นตึกสร้างขึ้นติดกันตั้งแต่ 2 หลังขึ้นไป โดยมีพนังร่วมกันหนึ่งด้าน – สองด้านขึ้นไป มีชั้นเดียวหรือหลายชั้นก็ได้ มีพื้นที่ว่างหน้าบ้าน เอาไว้สำหรับจอดรถ ,ทำกิจกรรมต่างๆ
  • คอนโดมีเนียม ห้องจำนวนมากซึ่งอยู่ในอาคาร ภายในห้องเหล่านี้ต้องมีห้องครัว ห้องน้ำ มีประตูเข้าออก เป็นของตนเอง และแบ่งออกเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและกรรมสิทธิ์ส่วนกลาง
  • โรงงาน สร้างขึ้นเพื่อใช้สำหรับประกอบกิจการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่โดยมีการใช้ เครื่องจักรขนาดใหญ่ จำนวนหลายเครื่อง มีกำลังมากกว่า 5 แรงม้า
  • โกดัง คือ สร้างขึ้นใช้เพื่อเก็บสินค้าจำนวนมาก
  • อาคารพาณิชย์ เป็นอาคารสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ในการค้า , ทำธุรกิจต่างๆ รวมทั้งโรงงานซึ่งมีข้อบังคับสามารถใช้ เครื่องจักรได้ไม่เกิน 5 แรงม้า มีการสร้างอาคารให้ห่างจากทางสาธารณะ หรือไม่เกิน 20 เมตร
  • หอพัก ห้องจำนวนมากอยู่ในอาคาร ประกอบด้วย ห้องนอน , ห้องครัว , ห้องน้ำ อยู่ในชั้นเดียวกัน
  1. ทรัพย์อันเป็นส่วนหนึ่งที่ดิน คือ แม่น้ำ , คลอง , แร่ธาตุในดิน , หิน , ทราย ซึ่งมีอยู่ในธรรมชาติ หรือได้มนุษย์นำมารวบรวมไว้กับผืนดินนั้นๆ จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งอันเป็นไปตามธรรมชาติ
  2. สิทธิอันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คือ สิทธิอาศัยในโรงเรือน , ภาระจำยอม , กรรมสิทธิ์ซึ่งมีโฉนด , เป็นต้น

 

ทำความเข้าใจกฎหมายว่าด้วยทรัพย์และที่ดิน

ทำความเข้าใจกฎหมายว่าด้วยทรัพย์และที่ดิน

คุณผู้อ่านต้องทำความเข้าใจก่อนว่า กฎหมายว่าด้วยทรัพย์และที่ดิน นี้มีข้อกฎหมายรวมทั้งรายละเอียดค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นวันนี้เราจึงขอนำความรู้บางส่วนซึ่งพบเจอบ่อยๆ หยิบยกมาให้คุณอ่านอย่างพอสังเขป เพื่อจะได้นำไปประดับเป็นความรู้ไม่มากก็น้อย

ความหมายของทรัพย์สิน

ทรัพย์ คือ วัตถุมีรูปร่าง

ทรัพย์สิน คือ ทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุมีรูปร่าง รวมถึงวัตถุอันปราศจากรูปร่าง โดยมีค่ารวมทั้งถือได้ เช่น หุ้นของบริษัท , สิทธิซื้อขาย ,  สิทธิเช่าซื้อ , สิทธิในการทำเหมือง เป็นต้น

ทรัพย์สินสามารถแบ่งออกเป็น ดังนี้

  • อสังหาริมทรัพย์
  • สังหาริมทรัพย์
  • ทรัพย์แบ่งได้
  • ทรัพย์แบ่งไม่ได้
  • ทรัพย์นอกพาณิชย์

อสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ คืออะไร

อสังหาริมทรัพย์ คือ ที่ดิน รวมทั้งทรัพย์ซึ่งติดอยู่กับผืนดิน อย่างถาวรหรือเป็นชิ้นส่วนเดียวกันกับผืนดิน

สังหาริมทรัพย์ คือ ทรัพย์สินชนิดอื่นๆอันนอกเหนือไปจากอสังหาริมทรัพย์

อสังหาริมทรัพย์แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

  • ที่ดิน
  • ทรัพย์ติดที่ดินแบบถาวร
  • ทรัพย์แบบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับที่ดิน
  • ทรัพย์สิทธิ์อันเกี่ยวกับ 3 ข้อบนดังกล่าวมารวมกัน

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับที่ดิน

  • ที่ดินอันมีกรรมสิทธิ์เท่านั้น ถึงจะสามารถครอบครองแบบปรปักษ์ได้ ถ้าเป็นแบบไม่มีกรรมสิทธิ์ก็จะครอบครองปรปักษ์ไม่ได้
  • ที่ดินซึ่งมีแค่สิทธิครอบครอง สามารถโอนได้จากการส่งมอบเท่านั้น ไม่ต้องจดทะเบียนแต่อย่างใด แต่การจดทะเบียนก็อาจมีได้ถ้าเป็นที่ดินซึ่งมีทะเบียนนั่นเอง

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์

  • การรับจำนอง จัดเป็นอสังหาริมทรัพย์
  • หุ้นของห้างหุ้นส่วน จากการมีดินไม่ใช่สิทธิของอสังหาริมทรัพย์
  • การเช่า-ซื้อเป็นบุคคลสิทธิไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์
  • การเช่าอาคารเป็นเรื่องของภายในตัวอาคาร ไม่ได้เป็นอสังหาริมทรัพย์

ทรัพย์แบ่งได้กับทรัพย์แบ่งไม่ได้ คืออะไร

ทรัพย์แบ่งได้  คือ ทรัพย์อันสามารถแยกออกเป็นส่วนๆ อีกทั้งในแต่ละส่วนต้องมีความสมบูรณ์ ไม่ขาดหรือบกพร่องไป

ทรัพย์แบ่งไม่ได้ คือ ทรัพย์อันแยกออกจากกันไม่ได้ มิฉะนั้นจะเสียทันที เว้นเสียแต่ว่าจะไปทำการเปลี่ยนแปลงทรัพย์นั้น  อีกทั้งยังหมายความถึงกฎหมายได้บัญญัติไว้ว่าแบ่งไม่ได้

โดยวิธีการแบ่งประเภททรัพย์ระหว่าง ทรัพย์แบ่งได้และทรัพย์แบ่งไม่ได้ จะใช้ในกรณีของผู้เป็นเจ้าของรวม เนื่องจากถ้าเป็นทรัพย์แบ่งได้ก็จะไม่มีข้อโต้แย้งอะไร แต่ถ้าเป็นทรัพย์แบ่งไม่ได้ก็ต้องหาคิดหาวิธีในการแบ่งวิธีอื่น เช่น นำทรัพย์นั้นไปขายแล้วค่อยหาเงินมาแบ่งกัน เป็นต้น

ปัจจัยของการเป็นทรัพย์แบ่งได้ต้องมี ดังนี้

  • ทรัพย์ต้องสามารถแยกออกจากกันได้
  • พอแยกออกจากกันแล้วก็ต้องไม่ทำให้เสียสภาพใดๆไป

ส่วนทรัพย์แบ่งไม่ได้ มีความหมาย 2 แบบ ได้แก่

  • แบ่งไม่ได้โดยสภาพ
  • กฎหมายบัญญัติว่าแบ่งไม่ได้

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับทรัพย์แบ่งได้และทรัพย์แบ่งไม่ได้

  • หุ้นจัดเป็นทรัพย์แบ่งไม่ได้
  • การควบ , ภาระจำยอม , สิทธิจำนอง แบ่งไม่ได้

 

หาเงินง่ายๆ กับอสังหาริมทรัพย์ 2017

ทรัพ

ทุกวันนี้การลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโด ที่ดิน อาคารพาณิชย์ ทาวน์โฮม และอื่นๆ อีกมากมายกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทั้งนักลงทุนหน้าเก่าและนักลงทุนหน้าใหม่ต่างก็ให้ความสนใจกับการลงทุนในด้านนี้กันเยอะขึ้นเรื่อยๆ เหตุผลก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์สามารถทำเงินเข้ากระเป๋าให้กับผู้ลงทุนได้ในจำนวนมากหากเปรียบเทียบกับการลงทุนใสด้านอื่นๆ ที่สำคัญหากคุณรู้วิธีการลงทุนที่ถูกต้องการลงทุนแค่เงินไม่เท่าไหร่แต่สามารถทำกำไรได้หลายเท่าตัวก็มี ซึ่งในปี 2017 ก็มีการลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจอยู่หลายวิธีเหมือนกัน

การลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์ปี 2017 เพื่อหาเงินแบบง่ายๆ

  1. การลงทุนเพื่อปล่อยเช่าแบบรายวันและรายเดือน – ถือว่าเป็นการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์แบบพื้นฐานที่ไม่ว่าจะผ่านมานานกี่ปีก็ยังคงสามารถใช้หลักการลงทุนนี้ได้อยู่เสมอ คล้ายกับว่าเป็นเสือนอนกินก็ไม่ปาน อย่างไรก็ตามการลงทุนเพื่อปล่อยเช่าทั้งแบบรายวันและรายเดือนปัจจัยสำคัญที่ต้องคิดให้เยอะที่สุดคือเรื่องของทำเลที่ตั้ง เพราะหากอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนไปเป็นทำเลดีก็คุ้มค่าที่มีคนมาให้เช่าอย่างแน่นอน
  2. การลงทุนสำหรับการเก็งกำไร – ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์มือใหม่ หลักการที่ง่ายที่สุดคือแค่ซื้อใบจองจากนั้นก็ปล่อยขายออกไปเท่านี้ก็มีกำไรแล้ว อ่านดูเหมือนง่ายแต่จริงๆ การลงทุนด้วยวิธีนี้ควรมีการเรียนรู้โดยเฉพาะเรื่องทำเลเป็นสิ่งสำคัญมาก ทำเลต้องมีความน่าสนใจ ชื่อโครงการที่ลงทุนต้องขายได้ รู้จักวงรอบในการทำกำไรหรือเรียกว่าช่วงเวลาของราคา โดยแต่ละช่วงจะทำกำไรได้ต่างกันด้วย
  3. การลงทุนโดยการซ่อมแล้วปล่อยขาย – วิธีนี้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเหมือนกับว่าอาจเจอบ้านสักหลังที่ราคาไม่แพงจากนั้นก็มีการมาประดับตกแต่งใหม่ ซ่อมแซมใหม่ แล้วปล่อยขายต่อ แต่วิธีการนี้สิ่งที่จะทำให้เราได้กำไรก็คือต้องรู้จักหาทรัพย์สินที่นำมาซ่อมด้วยราคาถูกกว่าปกติ พร้อมทั้งมีการสร้างไอเดียที่น่าสนใจจะยิ่งทำให้ขายได้ราคามากขึ้น
  4. การลงทุนด้วยการเป็นนายหน้า – วิธีการง่ายๆ ก็คือหาผู้ซื้อและหาผู้ขายให้มาเจอกันด้วยตัวเราเอง ส่วนมากรายได้ลักษณะนี้จะอยู่ราว 2-4% ของราคาขาย นอกจากนี้การตกลงตามสัญญาก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมด้วย
  5. การลงทุนกับกองทุน – กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จัดเป็นกองทุนประเภทหนึ่งที่ผู้จัดการกองทุนมีการระดมกองทุนด้วยการขายหน่วยลงทุน ก่อนจะนำเงินทุนไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือหลักทรัพย์ที่มีความเกี่ยวข้องอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จากนั้นจะมีการแบ่งเงินปันผลให้กับผู้ลงทุน

 

ส่องข้อดีและข้อเสียของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามแต่ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสียเป็นเรื่องปกติ ขึ้นอยู่กับมุมมองประสบการณ์ของแต่ละคนที่พบเจอว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ก็เช่นเดียวกันยิ่งขึ้นชื่อว่าการลงทุนแล้วด้วยเหนือสิ่งอื่นใดควรต้องมีการศึกษารายละเอียดต่างๆ ให้ครบถ้วนก่อนการตัดสินใจเสมอเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นมาในภายหลัง ซี่งหากใครกำลังคิดจะลงทุนเกี่ยวกับเรื่องนี้ลองมาดูข้อดีและข้อเสียของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ว่ามีอะไรบ้าง

ข้อดีของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

  1. สร้างผลตอบแทนหลายช่องทาง – ไม่ใช่แค่การซื้อมาขายไปแต่ยังสามารถปล่อยเช่าเพื่อเก็บเป็นรายได้รายเดือนได้อีก ที่สำคัญราคาเช่าสามารถขึ้นได้อย่างน้อย 3-5 ต่อครั้งก็ยิ่งสร้างมูลค่าได้มากขึ้นไปอีก หรือหากระยะยาวเมื่อต้องการขายก็เท่ากับว่าได้กำไร 2 ต่อ
  2. ใช้เงินคนอื่นลงทุนได้ – นี่เป็นข้อได้เปรียบที่ชัดเจน เงินคนอื่นที่ว่าก็คือ เงินจากธนาคารที่บางคนสามารถกู้ได้เกือบ 100% ซึ่งไม่ต้องเอาเงินตัวเองไปลงทุน
  3. ความผันผวนมีน้อย – การขึ้นลงของราคาอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่ว่าวันนี้ขึ้นพรุ่งนี้ลง แต่สิ่งเหล่านี้ใช้เวลาเป็นปีๆ ไม่เหมือนการเล่นหุ้นที่ต้องลุ้นกันวันต่อวัน แต่ที่สำคัญก่อนการตัดสินใจลงทุนอสังหาริมทรัพย์ต้องศึกษารายละเอียดให้ดีโดยเฉพาะเรื่องทำเล
  4. มีธุรกิจส่วนตัว – ต่อให้จะเป็นพนักงานบริษัทแต่การลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์ก็คล้ายกับการมีธุรกิจส่วนตัว เพราะสามารถควบคุมและกำหนดรายรับ รายจ่าย พร้อมกับจัดการปัญหาต่างๆ ด้วยตนเองได้
  5. เรื่องภาษี – สามารถเอาดอกเบี้ยเงินกู้บ้านลดหย่อนภาษีได้, สามารถหักค่าเสื่อมตามระยะเวลาได้, หากขายบ้านที่เป็นเจ้าของเกิน 5 ปี ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

ข้อเสียของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

  1. สภาพคล่องไม่ค่อยดี – หมายถึงการเปลี่ยนทรัพย์สินเป็นเงินสดเนื่องจากว่าอสังหาริมทรัพย์เวลาจะเปลี่ยนต้องใช้เงินก้อนใหญ่และมีระยะเวลา ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายในวันสองวัน หากใครร้อนเงินก็ใช้งานได้ลำบาก
  2. ถือว่าเป็นการลงทุนระยะยาว – ความหมายเดียวกันคือราคาของอสังหาริมทรัพย์ต้องใช้เวลานานกว่ามูลค่าจะเพิ่มขึ้น คนที่ชอบการเก็งกำไรระยะสั้นไม่สามารถลงทุนพวกนี้ได้แน่นอนเพราะจะไม่คุ้มค่าเลย
  3. ใช้เวลานานกว่าจะเจอของที่ดี – ทั้งเรื่องทำเล มูลค่าของทรัพย์สิน และเรื่องอื่นๆ จิปาถะ จำเป็นต้องใช้เวลานานกว่าจะเจอสิ่งที่ดีที่สุดในการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ หรือบางคนลงทุนมานานแต่ก็ยังไม่เจอที่ดีที่สุดเลย
  4. มีค่าซ่อมแซมสูง – อสังหาริมทรัพย์อย่างบ้าน, คอนโด, ทาวน์โฮม, อาคารพาณิชย์ จำเป็นต้องได้รับการดูแลเสมอ เพราะฉะนั้นหากมีความเสียหายก็ต้องมีการซ่อมแซมด้วยเช่นเดียวกัน

เงินลงทุนสูง ถอนตัวลำบาก – ด้วยความที่เงินลงทุนสูงหากใครคิดเลิกกลางคันรับรองขาดทุนย่อยยับเผลอๆ เป็นหนี้สินอีกต่างหาก